1. –Un (ไม่) ใช้สำหรับเติมหน้าคำคุณศัพท์ (Adjective) หรือ คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) เมื่อเติมแล้วทำให้คำนั้นมีความหมายตรงกันข้าม เช่น
◑ suitable เหมาะสม → unsuitable ไม่เหมาะสม
◑ countable นับได้ → uncountable นับไม่ได้
2. –Im (ไม่) ใช้สำหรับเติมหน้าคำคุณศัพท์ (Adjective) หรือ คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) เมื่อเติมแล้วทำให้คำนั้นมีความหมายตรงกันข้าม เช่น
◑ pure บริสุทธิ์ → impure ไม่บริสุทธิ์.
◑ polite สุภาพ → impolite ไม่สุภาพ
3. –In (ไม่) ใช้สำหรับเติมหน้าคำคุณศัพท์ (Adjective) เท่านั้น เมื่อเติมแล้วทำให้คำนั้นมีความหมาย
◑ direct (ตรง) → indirect (ไม่ตรง)
◑ expensive (แพง) → inexpensive (ไม่แพง)
4. –Re (อีก) ใช้สำหรับเติมหน้าคำกริยา (verb)หรือคำนามที่มาจากกริยาเท่านั้น เมื่อเติมแล้วทำให้คำนั้นมีความหมายว่า “ทำอีก” เช่น
◑ write (เขียน) → rewrite (เขียนใหม่)
◑ speak (พูด) → respeak (พูดอีก)
5. –Dis (ไม่) ใช้สำหรับเติมหน้ากริยา (verb) หรือเติมหน้าคุณศัพท์ (Adjective) และเมื่อเติมแล้ว ทำให้คำนั้นมีความหมายตรงกันข้าม
◑ like (ชอบ) → dislike (ไม่ชอบ)
◑ agree (เห็นด้วย) → disagree (ไม่เห็นด้วย)
6. –Mis (ผิด) ใช้สำหรับนำหน้าหรือเติมหน้าคำกริยา (verb) เท่านั้น เมื่อเติมแล้วทำให้กริยาตัวนั้น มีความหมายว่า “กระทำผิด” เช่น
◑ write (เขียน) → miswrite (เขียนผิด)
◑ spell (สะกดตัว) → misspell (สะกดตัวผิด)
7. –Pre (ก่อน) ใช้สำหรับเติมหน้าคำนาม (Noun) หรือกริยา (verb) เมื่อเติมแล้วทำให้นามนั้นมีความหมายว่า “ก่อน , หรือทำก่อน” เช่น
◑ history (ประวัติศาสตร์) → prehistory (ก่อนประวัติศาสตร์)
◑ university (มหาวิทยาลัย) → preuniversity (ก่อนมหาวิทยาลัย)
◑ direct (ตรง) → indirect (ไม่ตรง)
◑ expensive (แพง) → inexpensive (ไม่แพง)
8. –Tri (สาม)ใช้สำหรับเติมหน้าคำนามและเมื่อเติม tri เข้าข้างหน้าแล้ว ทำให้คำนั้นมีความหมายว่า “สาม” ขึ้นมาทันที เช่นคำเดิม คำแปล เติมอุปสรรค tri แล้ว คำแปล
◑ angle (เหลี่ยม) → triangle (รูปสามเหลี่ยม)
◑ cycle (จักรยาน) → tricycle (รถสามล้อ)
9. –Bi (สอง) ใช้สำหรับเติมหน้าคำนาม และเมื่อเติม bi เข้าข้างหน้าแล้ว ทำให้คำนั้นมีความหมาย“สอง”ขึ้นมาทันที เช่น
◑ cycle (จักรยาน) → bicycle (จักรยานสองล้อ)
◑ polar (ขั้วโลก) → bipolar (มีสองขั้วโลก)
10. –En อุปสรรคตัวนี้ไม่มีคำแปลเป็นเอกเทศเพียงแต่ว่าเมื่อนำไปเติมข้างหน้าคำนาม หรือคำคุณศัพท์แล้วทำให้คำนั้นกลับเป็นกริยา (verb) ขึ้นมาทันที เช่น
◑ camp (ค่ายพัก) → encamp (ตั้งค่าย)
◑ sure (แน่ใจ) → ensure (รับประกัน)
ที่พบเห็นบ่อยๆมีอยู่ 8 ตัวคือ
1. er (ผู้) ใช้เติมข้างหลังกริยา หรือคำนาม ให้หมายถึงบุคคลหรือผู้กระทำ เช่น…◑ teach (สอน) → teacher (ผู้สอน,ครู)
◑ run (วิ่ง) → runner (ผู้วิ่ง)
◑ speak (พูด) → speaker (ผู้พูด)
2. or (ผู้) ใช้สำหรับเติมข้างหลังกริยาอย่างเดียว เช่น…
◑ act (กระทำ) → actor (ผู้แสดง)
◑ govern (ปกครอง) → governor (ผู้ปกครอง,ผู้ว่า)
◑ direct (ควบคุม) → director(ผู้อำนวยการ)
3. en (ทำด้วย) ใช้เติมหลังคำนามให้กลายเป็นกริยา เช่น….
◑ gold (ทอง) → golden (ทำด้วยทอง)
◑ wood (ไม้) → wooden (ทำด้วยไม้)
◑ light (แสงสว่าง) → lighten (ทำให้มีแสงสว่าง)
4. ly (อย่าง) ใช้เติมหลังคุณศัพท์ ให้กลายเป็นกริยาวิเศษณ์ เช่น…
◑ slow (ช้า) → slowly (อย่างช้า)
◑ quick (เร็ว) → quickly (อย่างเร็ว)
◑ happy (มีความสุข) → happily (อย่างมีความสุข)
5. ful (มี) ใช้เติมหลังนามบ้าง กริยาบ้าง ให้กลายเป็นคุณศัพท์ เช่น….
◑ beauty (ความสวย) → beautiful(มีความสวย)
◑ use (ใช้) → useful (มีประโยชน์)
◑ wonder (สงสัย) → wonderful (มีความประหลาดใจ)
6. less (ปราศจาก ไม่มี) ใช้เติมหลังนาม ให้กลายเป็นคุณศัพท์ เช่น…
◑ job (งาน) → jobless (ไม่มีงาน)
◑ live (ชีวิต) → lifeless (ไม่มีชีวิต)
could (เมฆ) → coldness(ปราศจากเมฆ)
7. ness (ความ) ใช้เติมหลังคุณศัพท์ ให้เป็นคำนาม เช่น…
◑ happy (มีความสุข) → happiness (ความสุข)
◑ light (เบา) → lightness (ความเบา)
◑ soft (นุ่ม) → softness (ความนุ่ม)
8. y (มี) ใช้เติมหลังคำนาม ให้เป็นคุณศัพท์ เช่น…
◑ sun (ดวงอาทิตย์) → sunny (มีแสงแดด)
◑ stone (หิน) → stony (มีหินมาก)
◑ storm (พายุ) → stormy (มีพายุมาก)



